Thaiandroidphone

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ค้นหา
ดู: 4567|ตอบ: 3

รีวิว : Nextbit Robin สวย บาง และมีพื้นที่มากกว่าที่ตาเห็น [คัดลอกลิงก์]

Rank: 8Rank: 8

Money
9987
โพสต์
2003
บล็อก
0
ทักทาย
0
UID
65490
โพสต์เมื่อ 2016-10-9 21:25:54 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สวัสดีพี่น้องมิตรรักแฟนเพลง เอ้ย ชาวไอทีทุกท่านที่อ่านเว็บ ThaiAndroidPhone.com ของเราครับ เมื่อเดือนที่แล้วได้มีตัวแทนจำหน่าย นามว่าไทยเวย์ โปรดักส์ จำกัด นำเข้า Nextbit Robin มาจำหน่ายในบ้านเรา โดยจุดเด่นคือมันเป็นมือถืออัจฉริยะที่เก็บข้อมูลเอาไว้บนคลาวด์ ทำให้พื้นที่แทบจะไม่มีวันเต็ม โอ้โห แล้วมันจะจริงอย่างที่เค้าโม้หรือเปล่า มันจะมีผู้ให้บริการคลาวด์แบบไม่มีวันเต็มจริงเหรอ มาดูรีวิวกันดีกว่าครับ

= = = = = = = = = = = =

PA082993_resize.JPG

มือถือ Nextbit Robin นั้นเป็นมือถือที่มีขนาดหน้าจอกำลังพอดีมือ 5.2 นิ้วเท่านั้น ถือว่าเป็นขนาดที่พอดีมือแต่หายากใช่เล่น เนื่องจากหลังๆ ทุกค่ายหนีไปทำขนาดหน้าจอ 5.5 นิ้วขึ้นไปกันหมด

PA082976_resize.JPG

ด้านบนของตัวเครื่องจากซ้ายไปขวาก็คือ Proximity Sensor, กล้องหน้า แล้วก็ลำโพงครับ หน้าตาลำโพงแปลกไปจากยี่ห้อทั่วๆ ไปหน่อยนึง แต่เสียงดีใช้ได้เลยล่ะ

PA082977_resize.JPG

ด้านล่างที่เห็นกลมๆ นี่ก็ลำโพงเหมือนกันนะครับ เมื่อจับเครื่องนอนจะเป็นเสตอริโอนี่ล่ะ หลายๆ คนก็อาจจะเข้าใจผิดว่าปุ่มตรงกลางเครื่องต้องเป็นปุ่ม Home แน่นอน ถึงขนาดผู้ผลิตเองแซวตัวเองในแพคเกจจิ้งเลยว่านี่ไม่ใช่ปุ่มโฮมนะ แต่เป็นลำโพง

PA082978_resize.JPG

ด้านขวาของตัวเครื่องมีเพียงปุ่ม Power ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวอ่านลายนิ้วมือด้วย และช่องใส่ซิม

PA082980_resize.JPG

ด้านซ้ายก็มีเพียงปุ่มปรับเสียง Vol. Up/Down เท่านั้นเอง และเป็นปุ่มกลมๆ แตกต่างจากค่ายอื่นๆ ที่มักจะเป็นแผ่นเดียวกันยาวๆ กดขึ้นลงเสียมากกว่า

PA082981_resize.JPG

ด้านล่างของตัวเครื่องเป็นพอร์ต USB Type C, ไมโครโฟน และ ไฟ LED แจ้ง Notification ซึ่งกว่าผมจะรู้ตัวว่ามีไฟอยู่ด้านล่างก็หลายวันเข้าไปแล้ว สาเหตุก็เพราะว่ามันอยู่ด้านล่างนี่ล่ะครับ ลึกลับเกินไปมองไม่เห็น

PA082982_resize.JPG

ด้านบนก็เช่นกัน มีเพียงพอร์ต 3.5 มม สำหรับเสียบหูฟัง และไมโครโฟนอีกตัวหนึ่งครับ

PA082983_resize.JPG

ด้านหลังตัวเครื่องโล่งพอสมควรครับ แต่มีความลับซ่อนอยู่ไม่น้อย

PA082985_resize.JPG

เริ่มจากด้านบนก่อน แค่เห็นก็รู้แล้วว่ามันคือกล้องหลัง (ขนาด 13 Megapixel) และแฟลชสองสี เหมือนกับที่ใช้บน HTC และ iPhone นั่นเอง ส่วนรูปเมฆที่เห็นและจุดด้านล่างนั้น จุดๆ ทั้งสี่เป็นหลอดไฟ LED ซึ่งจะติดก็ต่อเมื่อมีการอัพโหลดข้อมูลขึ้นไปเก็บบน Cloud เท่านั้น ตอนแรกผมก็นึกว่าเป็นลายธรรมดาเท่านั้นแหละ จนเห็นว่าติดไฟได้ ต้องไปเช็คข้อมูลกันเลยว่ามันคืออะไร

PA082986_resize.JPG

ด้านล่างไม่มีอะไรเป็นพิเศษครับ สกรีนชื่อผู้ผลิตว่า Nextbit เท่านั้นเอง

สเปค
Spec.png

  • หน่วยประมวลผล Snapdragon 808
  • หน่วยความจำ RAM 3GB
  • พืนที่ในตัว 32GB
  • หน้าจอ 5.2 นิ้ว (Full HD) - กระจกกันรอย Gorilla Glass 4
  • กล้องหลัง 13 Megapixel
  • กล้องหน้า 5 Megapixel
  • แบตเตอรี 2,680 mAh - รองรับ Quick Charge 2.0
  • ตัวอ่านลายนิ้วมือที่ปุ่ม Power


Nearly Pure Android
Screenshot_20161009-210151.png
Screenshot_20161009-195324.png

หนึ่งในเรื่องที่น่าหงุดหงิดใจของ Nextbit Robin ก็คือ Launcher ที่แตกต่างไปจากเจ้าอื่นๆ อย่างเห็นได้ชัด โดยปกติแล้วผู้ผลิตมักจะมีปุ่มที่กดแล้วแสดงแอพที่อยู่ในเครื่องไล่เรียงลงมา แต่ทว่า Nextbit ไม่มี โดยเมื่อกดแล้วจะขึ้นมาอย่างที่เห็นในภาพ

Screenshot_20161009-195356_resize.png

การไล่เรียงแอพจะเกิดขึ้นตามตัวอักษร ไล่ลงไปในแนวตั้งเท่านั้น ถ้าแอพเยอะก็หากันเหนื่อยหน่อย

Screenshot_20161009-195342_resize.png
Screenshot_20161009-195349_resize.png

สำหรับอีกสองตัวเลือกก็คือ Archived Apps นั่นเอง โดยมันจะแสดงว่าแอพตัวไหนถูกเก็บไว้บนคลาวด์ ไม่สามารถเรียกใช้งานได้ในขณะนี้ (ถ้าจะใช้ต้องต่ออินเทอร์เน็ท และโหลดกลับลงมาเสียก่อน ส่วน Pinned Apps คือแอพที่เราจะไม่ให้อัพโหลดขึ้นไปเก็บเด็ดขาด ให้เก็บไว้ที่เครื่องเท่านั้น

Screenshot_20160918-173657.png
Screenshot_20160918-173703.png

แอพที่ถูกย้ายขึ้นไปเก็บไว้บนคลาวด์ (จะขึ้นไปทั้งตัวแอพและข้อมูลของแอพ เช่นเซฟเกมส์) จะเป็นสีเทาๆ ดูแล้วรู้ว่าแอพไม่ได้อยู่ในเครื่องตอนนี้ เมื่อกดอีกครั้งเครื่องก็จะดาวน์โหลดกลับมาให้ใช้งานใหม่ ส่วนความเร็วก็ขึ้นอยู่กับอินเทอร์เน็ทที่ใช้

Screenshot_20160929-222946.png
Screenshot_20160918-173710.png

ถ้าอยู่ระหว่างการดาวน์โหลดกลับมาก็จะมีสถานะบอกด้วยว่าโหลดไปถึงไหนแล้ว

Smart Cloud
จุดเด่นที่ Nextbit โฆษณาขาย Robin ก็คือระบบที่ไม่มีวันเต็ม โดยจะแถมบริการ Cloud สำหรับเก็บข้อมูลเพิ่มเติมให้อีก 100GB แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะอัพอะไรขึ้นไปแบบ Dropbox หรือ Google Drive ได้นะ ระบบจะตัดสินใจเองว่าจะเก็บอะไรบ้าง ซึ่งโดยรวมแล้วเหมือนๆ กับ iCloud เสียมากกว่า (โดยจะเก็บรูปภาพ วิดิโอ และแอพเท่านั้น)

Screenshot_20161009-211137.png
Screenshot_20161009-211148.png

ในหมวด Smart Storage ระบบจะแจ้งเตือนว่ามีพื้นที่อยู่เท่าไหร่ (ในเครื่อง และบนคลาวด์) และใช้ไปแล้วเท่าไหร่ เมื่อกดปุ่มสามจุดด้านข้างจะเข้ามาหน้าปรับแต่งได้ ซึ่งแนะนำให้ตั้งค่าว่าอัพโหลดเมื่อต่อผ่าน WiFi และชาร์จไฟอยู่เท่านั้น เราสามารถเลือกได้ว่าจะแบคอัพเฉพาะแอพ รูป หรือทั้งสองอย่างก็ได้ (จะมีใครซื้อ Nextbit Robin มาแล้วไม่เปิดแบคอัพไหมนะ?)

Screenshot_20161009-211202.png
Screenshot_20161009-211221.png

เมื่อกดวงกลมระบุการใช้พื้นที่ ตัวระบบก็จะพาไปดูว่าแอพ หรืออะไรกินที่ไปเท่าไหร่ ข่าวร้ายก็คือไม่สามารถกดดูต่อได้บนแอพอะไรที่อยู่บนคลาวด์ หรือรูปอะไรถูกเก็บไว้บนนั้น (เหมือนกับ iCloud นั่นแหละ) ยังดีที่ Local Storage สามารถดูรายละเอียดได้ เนื่องจากเป็นฟีเจอร์ที่มีอยู่แล้วบน Android

กล้องและโปรแกรมถ่ายภาพ
หนึ่งในฟีเจอร์ที่ถูกวิจารณ์อย่างหนักของ Nextbit Robin ตอนขายแรกๆ ก็คือกล้องไม่ดี ดึงศักยภาพกล้องออกมาไม่สุดความสามารถและปรับแต่งยาก ในอัพเดทหลังๆ ถือว่าดีขึ้นมาก ผู้ใช้ระดับโปรสามารถปรับแต่งได้หลายๆ อย่างในโหมด Manual ส่วนฝีมืออย่างเราๆ โหมด Auto ก็ถือว่าฉลาดใช้ได้ล่ะครับ

Screenshot_20161008-164543.png

เปิดโหมด Manual ได้สบายๆ

Screenshot_20161008-164602_resize_resize.png

ในหน้าปรับโหมดกล้อง จะมีตัวเลือกดังที่เห็น ด้านซ้ายสี่ตัว และด้านล่างอีกอัน มีอะไรบ้างไปดูกัน

Screenshot_20161008-164555_resize_resize.png

ตัวซ้ายบนสุดคือการปรับโหมดโฟกัส มีตั้งแต่ Auto Focus, Manual Focus, Macro

Screenshot_20161008-164607_resize_resize.png

แถบที่สองคือโหมดสภาพสมดุลแสง มีตั้งแต่ออโต้ แดดจ้า เมฆครึ่ม หลอดไฟฟลูออเรสเซนส์ และไฟส้ม

Screenshot_20161008-164613_resize_resize.png

ตัวเลือกที่สามคือปรับการชดเชยแสง กรณีที่สภาพแสงโดยรวมมืดเกินไ หรือสว่างเกินไป เราสามารถมาปรับแก้ตรงนี้ได้

Screenshot_20161008-164619_resize_resize.png

ตัวเลือกที่สี่คือ ISO โดยค่า ISO มากก็จะทำให้ Noise เยอะตามไปด้วย แต่สามารถถ่ายในที่มืดได้ดีขึ้น ชัตเตอร์ต่ำลง

Screenshot_20161008-164627_resize_resize.png

ตัวเลือกด้านล่างเป็นการตั้งค่าอื่นๆ ที่ไม่เข้าพวกกับด้านบน ได้แก่ตั้งค่าการเปิด-ปิด ใช้แฟลช การตั้งเวลาถอยหลัง ตารางกริดบนภาพ HDR และค่า Setting อื่นๆ (ตั้งค่าความละเอียดของภาพ) นั่นเอง

ตัวอย่างภาพจากกล้อง Nextbit Robin

IMG_20161008_164519757_resize.jpg

IMG_20161008_164728430_resize.jpg

IMG_20161008_205233790_resize.jpg

IMG_20161008_210652952_resize.jpg

IMG_20161008_212625874_resize.jpg

IMG_20161009_160703913_resize.jpg

IMG_20161009_160521321.jpg


Benchmark
พูดกันตามตรง ยุคนี้การ Benchmark อาจจะไม่ใช่เรื่องจำเป็นอีกต่อไปแล้ว เนื่องจากเราไม่ได้มาดูมือถือสเปคแรงๆ ซีพียูโคตรเทพเพียงอย่างเดียว ปัจจัยการเลือกซื้อมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ว่าจะเป็นราคา ความสามารถพิเศษ กล้อง อุปกรณ์ ฟีเจอร์ต่างๆ มากมาย แต่ไหนๆ ก็เผลอทำการทดสอบเตรียมเอาไว้เรียบร้อยแล้ว (อ้าว) ดังนั้นก็ขอลงรีวิวผลทดสอบเอาไว้ด้วยเลยครับ 555

Screenshot_20161009-201211_resize.png
Screenshot_20161009-202055_resize.png

Screenshot_20161009-203458_resize.png
Screenshot_20161009-203508_resize.png

Screenshot_20161009-203928_resize.png
Screenshot_20161009-203932_resize.png


จากผลการทดสอบสรุปสั้นๆ ได้ใจความว่าแรงไม่ใช่เล่น แม้จะไม่ใช่ชิปที่แรงที่สุด (ปีที่แล้ว Snapdragon 810 ถือเป็นรุ่นระดับบนกว่า) แต่ก็แรงพอที่จะอยู่ไปอีก 2 - 3 ปีได้สบายๆ ขอแค่ Qualcomm ยังออกไดร์เวอร์ให้กับระบบปฏิบัติการรุ่นใหม่ ตัว Nextbit Robin ก็สามารถอัพเกรดไปเป็นระบบปฏิบัติการยุคใหม่ในอนาคตได้แน่นอนล่ะครับ

สรุป

Nextbit Robin ถือว่ามาได้ไกลมากสำหรับผู้ผลิตหน้าใหม่ ส่วนหนึ่งก็เพราะทีมงาน Nextbit นั้นเป็นอดีตทีม Android ที่ทำงานใน Google ทั้งนั้น ประกอบกับไอเดียเรื่องคลาวด์เก็บข้อมูลถือเป็นเรื่องน่าสนใจ แต่ทว่าประเทศไทยยังไม่ได้มีอินเทอร์เน็ทความเร็วสูงทุกหย่อมหญ้าทำให้การใช้งานบางพื้นที่เป็นเรื่องยาก (เราต้องยอมรับนะครับว่าเน็ทความเร็วสูงๆ ปัจจุบันก็ยังคงมีอยู่แต่ในหมู่บ้าน หรือเขตอำเภอเมืองซะมากกว่า)

แม้ว่าผลงานสำหรับหน้าใหม่จะจัดว่าดี แต่ก็ยังมีจุดที่น่าปรับปรุงอีกเยอะเช่นกัน กล้องที่ไม่ได้โดดเด่นอะไรเป็นพิเศษ แถมรู้สึกว่ายังรีดประสิทธิภาพมายังไม่สุดอีกต่างหาก บอดี้แม้จะเป็นพลาสติกทั้งตัวถือแล้วอาจจะไม่รู้สึกพรีเมียมเหมือนมือถือปีนี้ที่เป็นโลหะ แต่ก็รู้สึกโอเคไม่น้อย ลำโพงหน้าตาแปลกไปหน่อย (แต่เสียงดี ให้อภัยได้) และในกล่องไม่ให้หัวชาร์จมา ต้องไปหาซื้อเองทำให้รู้สึกแปลกๆ พอสมควร

ระบบการแบคอัพขึ้นคลาวด์ก็เช่นกัน เราจะไม่มีทางรู้เลยว่าตัวระบบอยากจะอัพโหลดขึ้นไปเมื่อไหร่ (ทำให้พลาด ไม่สามารถถ่ายรูปตอนไฟหลังติดได้เลย) เนื่องจากผู้พัฒนาสร้างระบบอัจฉริยะที่เป็นความลับ ทำให้ไม่รู้ว่าแอพไหนเมื่อไม่ได้เปิด หรือเปิดจำนวนครั้งเท่าไหร่ในกี่วันถึงจะถูกอัพโหลดขึ้นไป แถมย้ายไฟ Notification LED ลงไปอยู่ด้านล่างตัวเครื่องข้างพอร์ต USB Type C ยิ่งทำให้มองไม่เห็นหนักเข้าไปอีก (ที่สำคัญ ไฟมีสีเดียว ไม่เหมือนกับค่ายอื่นที่มีสีแตกต่างกันไปสำหรับ Notification แบบต่างๆ)

ตัวระบบปฏิบัติการนั้นเป็น Android แบบเดียวกับ Nexus เลย แทบจะไม่มีการปรับแต่งอะไร ซึ่งข้อดีก็คือทาง Nextbit น่าจะทำการอัพเดทได้ง่ายในอนาคต ข้อเสียก็คือมันง่อยมาก ถ้าใครเคยใช้ Pure Android มาก่อนน่าจะเข้าใจว่าการใช้งานเมื่อเทียบกับยี่ห้ออื่นๆ นั้นอืดอาดกว่าพอสมควร ชอร์ทคัตที่ควรจะมีก็ไม่สามารถใช้ได้ และที่สำคัญคือตัวเครื่องทำการเข้ารหัส (อันนี้ Google ผลักดันมานานแล้ว แต่ไม่มีผู้ผลิตรายไหนเล่นด้วย) ทำให้ประสิทธิภาพดรอปลงไปบ้าง ยังดีที่ Snapdragon 808 แรงพอที่จะใช้งานแม้มีการเข้ารหัส

ข้อเสียเดียวที่น่าผิดหวังของ Nextbit Robin คือแบตเตอรีน้อยไปนิด (อันนี้ไม่ใช่พยายามหาข้อติจริงๆ ให้ได้สักข้อ แต่มันหมดเร็วไปจริงๆ) เพราะว่าสเปคที่ดี ทำให้การบริโภคพลังงานเยอะตามไปด้วย แต่ทว่าแบตเตอรีกลับมีเพียง 2,680 mAh เท่านั้น ทำให้ถ้าเล่นเกมส์ที่มีการประมวลผลมากๆ แบตเตอรีก็ถือว่าหมดไวไปนิด ยังดีที่เวลาชาร์จกลับคืนมาก็เร็วมากๆ เช่นกัน

โดยรวมแล้วตลอดหนึ่งเดือนที่ถือเครื่อง Nextbit Robin นั้นค่อนข้างพอใจพอสมควร แต่ก็ยังรู้สึกหลายๆ จุดว่า Nextbit ยังสามารถปรับแต่งให้ดีกว่านี้ขึ้นไปได้อีกมาก ซึ่งตอนนี้เราคงจะยังไม่เห็นอัพเดทไปอีกสักพักเนื่องจากทีมงานวุ่นวายอยู่กับการทำรอม Android 7.0 Nougat อยู่ เครื่องนี้พูดกันตามตรงอาจจะไม่ได้เป็นมือถือที่เกิดมาพร้อมฟีเจอร์เพื่อทุกคน เนื่องจากหลายคนวางใจที่จะให้ข้อมูลอยู่ในเครื่องมากกว่าบนคลาวด์ แต่ด้วยราคา 12,900 บาท กับสเปคระดับ Snapdragon 808 ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ ผู้ที่ระดมทุนบน Kickstarter นั้นเพิ่งจะได้รับเครื่องไปกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาเท่านั้นเอง น่าจะได้รับอัพเดทกันอีกไกล (อย่างน้อยก็จนถึงปี 2018) หวังว่า Qualcomm จะไม่ทิ้งกัน ถ้ายังมีไดร์เวอร์ให้ก็คาดว่าน่าจะได้รับอัพเดทกันไกลๆ อย่างแน่นอน

สำหรับบ้านเรา Nextbit จะถูกวางจำหน่ายผ่าน Power Mall ด้วยราคา 12,900 บาท และสามารถติดตามข้อมูลได้ที่ http://nextbit.in.th/ ครับผม ตัวเครื่องมีอายุประกัน 1 ปีจากกรณีต่างๆ รวมไปถึงการลงรอมใหม่ๆ อีกด้วย (แต่ถ้าทำตก ทำพังจากกรณีอื่นไม่รับประกันนะเอ้อ)

Rank: 6Rank: 6

Money
4048
โพสต์
3817
บล็อก
5
ทักทาย
19
UID
29064
โพสต์เมื่อ 2016-10-10 09:38:17 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณข่าวที่บรรยายได้ยอดเยี่ยมมาก
สวัสดีปีใหม่2558เป็นปีแห่งความเปลี่ยนแปลงไปทั่วโลกเราจะได้เห็นความสดใส ความร่าเริง ความจริง ความเศร้า

Rank: 4

Money
430
โพสต์
446
บล็อก
0
ทักทาย
0
UID
62997
โพสต์เมื่อ 2016-10-11 09:02:57 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
ชอบรุ่นนี้ สีสวยย มากก

Rank: 1

Money
6
โพสต์
6
บล็อก
0
ทักทาย
0
UID
69743
โพสต์เมื่อ 2016-11-16 06:04:56 |แสดงโพสต์ทั้งหมด
สวยงาม
คุณต้องเข้าสู่ระบบก่อนจึงจะสามารถตอบกลับ เข้าสู่ระบบ | สมัครสมาชิก

สำหรับมือถือ|ThaiAndroidPhone.com

GMT+7, 2017-8-24 11:42 , Processed in 0.052682 second(s), 17 queries .

Powered by Discuz! X2

© 2001-2011 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน